Reviews: หนังสือ How Doctors Think คิดแบบหมอ “หายไว” คิดแบบคนไข้ “ตายเร็ว” (ฉบับภาษาไทย)

How Doctors Think คิดแบบหมอ “หายไว” คิดแบบคนไข้ “ตายเร็ว” เป็นหนังสือเล่าเรื่องจากคุณหมอเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป พร้อมวิเคราะห์แบบเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้หมอวินิจฉัยโรคผิดพลาด
หรือพูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ อะไรคือกระบวนการคิดแบบผิดๆ ที่เกิดขึ้นและเราจะแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น
ได้อย่างไร ผมมีโอกาสได้อ่านและสรุปคราวๆ มาให้ดังนี้ครับ“เทคโนโลยีกำลังทำให้เรามองข้ามคุณค่าของคำบอกเล่าของคนไข้” และเมื่อคุณไม่สนใจคำบอกเล่าของคนไข้ก็เท่ากับว่าคุณไม่ได้เป็นหมอที่แท้จริง

"How Doctors Think" คิดแบบหมด "หายไว" คิดแบบคนไข้ "ตายเร็ว"
“How Doctors Think” คิดแบบหมด “หายไว” คิดแบบคนไข้ “ตายเร็ว”

“สิ่งที่เราสามารถรู้ได้ว่าหมอคิดแบบไหน ก็คือ การสังเกตจากวิธีที่เขาพูด และฟัง” นั้นหมายถึงการเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามแบบแลายเปิด แบบกว้างๆ

“วิธีที่หมอตั้งคำถามเป็นตัวกำหนดรูปแบบคำตอบของคนไข้” ตัวอย่าง คำถามปลายปิด เช่น

“คุณปวดท้องแบบไหนครับ ปวดจี๊ดขึ้นมา หรือปวดหน่วงๆ”

นี่เท่ากับว่าหมอรู้อยู่แล้วว่าน่าจะเป็นโรคลำไส้แปรปรวน

“ถ้าคุณรุ้ว่าควรไปในทิศทางไหนการตั้งคำถามปลายปิด ก็จะมีประสิทธิภาพที่สุด”

จุดเด่นคำถามปลายเปิด ก็คือ มันเปิดโอกาสให้หมอรับฟังข้อมูลใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่

“การสื่อสารไม่อาจถูกแยกจากการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพได้”
เพราะหมอต้องการข้อมูลเพื่อวินิจฉัยโรคและความเก่งกาจไม่อาจทดแทนทักษะในการสื่อสารได้เลย!

80% ของการวินิจฉัยโรคผิดพลาดมาจาก ความเชื่องของหมอจากความเชื่อผิดๆ ซึ่งถูกส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ
หมดจึงไม่ได้ทำผิดพลาด เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงในการรักษา แต่เป็นเพราะเขาตกหลุมพรางทางความคิดต่างหาก

“ความคิดแบบผิดๆ ของหมออาจนำไปสู่การรักษาที่ไร้คุณภาพ”

ผู้ป่วยควรเปิดประเด็นกับหมอด้วยความสุขภาพ เช่น ยกมือไห้ว และกล่าวคำว่า สวัสดีครับ (เสริมนอกเหนือจากหนังสือ)

“ความคิดไม่สามารถแยกออกจากการกระทำได้” โดนัลด์ เอ เซน ศาสตราจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) ได้ศึกษากระบวนการคิดของคนหลากหลายอาชีพ และยืนยันว่า คนในวงการแพทย์ทำงานด้วยการ “คิดพร้อมลงมือทำ” ซึ่งแตกกต่างจากคนอาชีพอื่นๆ อยากนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานโดยเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมากแล้ววิเคาระห์อย่างละเอียดก่อนจะหาข้อมุลสรุปเพื่อให้คำแนะนำ

แต่บรรดาหมอจะไม่มานั่งรวบรวมข้อมูลแล้วบรรจงสร้างสมมุติฐานที่เป็นไปได้เกี่ยวกับโรคขึ้นมา
ในทางตรงการข้ามพวกเข้าเริ่มการวินิจฉัยโรคตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็นผู้ป่วย

หมอประเมินผู้ป่วยจากการสังเกตไม่ว่าจะเป็น ผิวพรรณ การเคลื่อยนไหว ตาและปาก ท่ายืนและท่านั่ง น้ำเสียงร่วมถึงจังหวะการหายใจ

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหมอส่วนใหญ่สามารถวินิจฉัยสาเหตุโรคได้สองสามอย่างภายในครั้งแรกพี่พบผู้ป่วย
ส่วนหมอเก่งๆ อาจวินิจฉัยได้ 4-5 สาเหตุเลยที่เดียวครับ หมอทุกคนล้วนตั้งสมมุติฐานดังกล่าวขึ้นมาจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ทางลัดทางความคิด” หรือ Heuristics

ทางลัดทางความคิดเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเรื่องความเป็นความตาย ที่รวดเร็วและไม่สิ้นเปลื่อง

ทางลัดทางความคิดเป็นรากฐาก ของการวินิจฉัยโรคที่ช่วยชีวิตผู้คนและนำไปสู่การตัดสินในที่ผิดพลาดจะเป็นอัตรายร้ายแรงต่อชีวิตได้เช่นกันครับ ซึ่งตัวการสำคัญในการรักษาที่ผิดพลาด ไม่ใช่การสั่งจ่ายยากผิดพลาด แตะสาเหตุส่วนหนึ่งคือ อารมณ์ ที่ทำให้คนเรา (หมอ) คิดแบบผิดๆ

“สิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นหมอ” ก็คือคุณต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาด…ข้อผิดพลาดที่คุณทำไว้กับผู้คนที่มีชีวิตจิตใจ
แต่คนเราไม่จำเป็นต้องทำผิดพลาดก่อนก็สามารถเข้าใจได้ ครับ

การคิดอย่างครอบคลุม การตัดสินใจอย่างสุขุมรอบคอบด้วยข้อมูล
โดยไม่ตืนตระหนกเกินเหตุหรือเพิกเฉยจนเกินไป มันหมายถึงการรู้ว่าจะส่งผู้ป่วยไปที่ไหนต่อ
เพราะหนึ่งในประตูเหล่านั้นอาจเปิดสู่ห้อง ICU ก็เป็นได้

ความสัมพันธ์กับบริษัทยาเป็นสิ่งจำเป็นต่อความก้าวหน้าทางการแพทย์
เพราะการตัดขาดความสัมพันธ์โดยสิ้นเชิงจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่ต้องการยาตัวใหม่ๆ

นี่มันผลประโยชน์ทับซ้อนชัดๆ โรงพยาบาลที่มีคุณภาพต้องไม่อนุญาตให้หมอซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทผลิตยา
ทำการทดสอบยาต่างๆ ได้ เพราะผลประโยชน์ทางการเงินอาจทำให้ความคิดของเขาบิดเบือนไป

การขาดสารอาหารเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เกิดจากการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ บทความทางวิทยาศาสตร์ซึ่งรายงายว่า
การขาดวิตามินแม้เพียงชนิดเดียวอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่บกพร่องได้

เมื่อต้องกลับไปหาหมออีกครั้ง เพราะทุกวันนี้รู้สึกว่าอาการไม่ดีขึ้น
เราจะกลับไปหาหมอพร้อมกับคำถามใหม่

เช่น

แล้วมันอาจเป็นอะไรได้อีกบ้าง

คำถามที่จะปกป้องทั้งคุณทั้งหมอจากกระบวนการคิดที่ผิดพลาด

มีอะไรที่อยู่ผิดที่ผิดทางบ้างไหม

คำถามที่กระตุ้นให้หมอได้หยุดพักชั่วขณะแล้วปล่อยความคิดให้โลดเล่น

เป็นไปได้ไหมว่าอาจมีปัญหามากกว่าหนึ่งอย่าง

คำถามจากหลักสูตรโรงเรียนแพทย์ เพราะเราควรหาคำตอบเพียงหนึ่งเดียวให้กับอาการมากมาย
ไม่ใช่การหาคำตอบมากมายเพียงจากหนึ่งอาการ

ถ้าเราเปิดใจให้กว้างเพื่อรับฟังสิ่งต่างๆ เราก็จะเข้าใจข้อจำกัดของความคิดตัวเอง
รวมถึงปัญหาทางร่างกาย ไม่มีวิธีไหนที่สามารถดูแลรักษาได้ดีไปกว่าการ “การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา

Jerome E. Groopman อาจารย์แพทย์และหัวหน้าแผนกวิจัยประจำโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด
ประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี เขียนบทความทางการแพทย์กว่า 150 ชิ้น
ปัจจุบันเป็นนักเขียนให้กับนิตยสาร The New Yorker และผู้เขียนหนังสือเล่มที่ผมสรุปเล่าให้ได้อ่านกันครับ
“How Doctors Think” คิดแบบหมด “หายไว” คิดแบบคนไข้ “ตายเร็ว” เพื่อถ่ายทอดความรุ้แก่แพทย์รุ่นใหม่ๆ

อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดฆ่าคุณ!

“สิ่งที่ดูเหมือนมีเหตุผลอาจกลายเป็นเรื่องไร้เหตุผล” เมื่อนำมาใช้กับความต้องการที่ไม่มีเป้าหมาย

How Doctors Think คิดแบบหมด "หายไว" คิดแบบคนไข้ "ตายเร็ว"
How Doctors Think คิดแบบหมด “หายไว” คิดแบบคนไข้ “ตายเร็ว”

สนใจดูแลสุขภาพทั้งแต่วันนี้ แนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ageLOC R2 เอจล็อค อาร์สแควร์ ล้างสารพิษในระดับเซลล์ (Anti-aging Dietary Supplements) เอจล็อค ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีการต่อต้านความชราระดับสูง ด้วยการศึกษาพันธุกรรมต้นกำหนดริ้วรอยแห่งวัย

เอ็จล็อคอาร์สแควร์ คุณพร้อมที่จะดูดีมีชีวิตชีวาเหมือนช่วงอ่อนเยาว์หรือยัง? เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เรา ต้องการคือคงความสดใสดูอ่อนเยาว์ทั้งภายนอกและภายในภายนอก คือ ผิวพรรณที่ปราศจากริ้วรอยก่อนวัย

สัมผัสเรียบเนียน ดูเปล่งปลั่ง ส่วนภายในนั้นคือความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
มีพลังทั้งร่างกายและสมองพร้อมทำกิจกรรมต่างๆ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตั้งใจ
สัญญาณความแก่ที่สังเกตได้คือ เฉื่อยชา เซื่องซึม หงอยเหงา สูญเสียการควบคุมที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ
การแสดงออกของยีนจะเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลต่อความรู้สึกอ่อนเยาว์ของร่างกายเรา

เอจล็อค อาร์สแควร์ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีเอจล็อค
เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราจากภายในได้แก่ การล้างพิษในระดับเซลล์
และการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 ผลิตภัณฑ์ (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

Leave a Reply