ageLOC® แบนร์ดภัณฑ์นวัตกรรมต่อต้านความเสื่อมชราระดับโลก

วันนี้ผมจึงอยากเล่าถึงการค้นพบสารใหม่ คือ Resveratrol ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าอาจเป็นตัวช่วย
ยืดอายุมนุษย์เรา ให้ยืนยาวขึ้นไปได้อีก 30-40% ครับ หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal (WSL) เรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับการค้นคว้าเกี่ยวกับอายุยืนว่า
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบมาตั้งแต่ปี 1935 แล้วว่าลดการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานประมาณ 1/3 ของระดับปกติ
หรือการจำกัดขอบเขตของการบริโภคแคลอรีอย่างเข้มงวดทำให้หนูอายุยืนมากขึ้น 30-40%

ซึ่งการทดลองที่คล้ายคลึงกันกับแมลง fruit fly และหนอน round worm ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาค้นคว้าว่า
อะไรเป็นสาเหตุให้การจำกัดแคลอรี (Calorie restriction) หรือ CR ช่วยให้สัตว์ชนิดต่างๆ สามารถมีอายุที่ยืนยาวยิ่งขึ้นผลการค้นคว้าในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมานั้นยังเป็นการคาดเดาอยู่มาก กล่าวคือยังมิได้มีผลหรือข้อมูลที่ชัดเจนแต่อย่างใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมิได้มีการทดลองในมนุษย์ ดังนั้นท่านผู้อ่านจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ของการทดลองในขณะนี้ด้วย
อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์กำลังตื่นเต้นกับสารที่อยู่ในไวน์แดงที่เรียกว่า resveratrol เพราะนักวิทยาศาสตร์ของ Harvard Medical School
นำโดย ดร. David Sinclair พบเมื่อ 3 ปีก่อนหน้าว่าสาร resveratrol นี้สามารถยืดอายุ yeast cell ไปอีก 70%
นอกจากนั้น Sinclair ก็ยังพบว่า resveratrol ยังทำให้ fruit fly และ round worm อายุยืนยาวมากขึ้นเช่นเดียวกับการลดแคลอรี (CR)
จึงมีการตั้งคำถามว่า resveratrol นั้นมีผลคล้ายคลึงกับ CR อย่างไรและ CR เองนั้นกระตุ้นการยืดอายุของ cell ได้อย่างไร

ปัจจุบันจึงมีนักวิทยาศาสตร์อยู่ 2 กลุ่มที่แข่งกันทำการทดลอง resveratrol กับหนูซึ่งเป็นการทดลอง กับสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นครั้งแรก
โดย ดร.Sinclair ได้นำเสนอผลเบื้องต้นต่อ American Aging Association เมื่อเดือนมิถุนายนว่า resveratrol
ให้ผลในการปกป้องคุ้มครอง cell ของสัตว์ทดลองคล้ายคลึงกับ CR (CR-line protective effects)
นอกจากนั้นบริษัท Sirtris Pharmaceuticals ที่ ดร.Sinclair เป็นผู้เริ่มก่อตั้งกำลังทดลองยาที่มีสาร resveratrol
กับคนที่เป็นโรคเบาหวานโดยมีทุนทดลองมากถึง 82 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกบริษัทหนึ่งคือ Elixir Pharmaceuticals ของ ดร.Leonard Guarente
ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ดร.Sinclair ที่มหาวิทยาลัย MIT ก็กำลังทำการทดลองในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน คือค้นคว้าหาตัวยาที่จะชะลอการแก่ตัว

นอกจากนั้นยังมีบริษัทยาอื่นๆ อีก 2 บริษัทที่ทำการค้นคว้าในแนวทางนี้ทำให้เชื่อได้ว่า การค้นพบยาชะลอความแก่นั้นอาจจะไม่เป็นนวนิยายอีกต่อไปในอนาคต
อย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์หลายคนก็ยังตักเตือนว่าการค้นคว้าด้าน CR นั้นควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะขณะนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่
การจำกัดแคลอรีนั้นกระตุ้นกลไกใดของร่างกายที่ชะลอความแก่ตัว นอกจากนั้นก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า resveratrol นั้นให้ผลที่คล้ายคลึงกับ CR ได้อย่างไร
ที่สำคัญคือปริมาณของ resveratrol ที่ใช้ในการทดลองนั้นเป็นปริมาณสูงมากเทียบเท่ากับการดื่มไวน์วันละกว่า 100 แก้ว

แต่เมื่อมีการคาดการณ์ว่า resveratrol อาจมีสรรพคุณในการชะลอความแก่จึงมีการสกัดยาดังกล่าวออกมาขายแล้ว
แต่หากจะให้ได้ปริมาณเท่ากับที่ใช้ในการทดลอง ผู้บริโภคคงต้องบริโภควันละหลายสิบเม็ด ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันนั้นเชื่อว่า
การบริโภค resveratrol ในปริมาณที่ไม่สูงไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากบริโภคในปริมาณที่สูงก็อาจมีผลข้างเคียงได้
ทั้งนี้ ดร.Sinclair ซึ่งปัจจุบันอายุ 37 ปีเชื่อว่า การบริโภคในปริมาณไม่มาก
จะเป็นประโยชน์และไม่ให้โทษจึงได้บริโภค resveratrol ในปริมาณเล็กน้อยมานาน 3 ปีแล้ว

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการอดอาหารนั้นทำให้ร่างกายของสัตว์และมนุษย์ชะลอการเผาผลาญ (metabolism)
ลงทั้งนี้เพื่อสะสมพลังงานเอาไว้โดยสัญชาตญาณซึ่งช่วยให้มนุษย์และสัตว์สามารถอยู่รอดได้ในช่วงที่เกิดการขาดแคลนอาหาร
การชะลอการเผาผลาญดังกล่าวหมายถึงการชะลอการแบ่งตัวของ cell และชะลอการผสมพันธุ์พร้อมกันไป
นอกจากนั้นยังทำให้การเกิดอนุมูลอิสระ (free radicals) ลดลงไปด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่าอนุมูลอิสระนี้เป็นตัวทำให้ cell ของมนุษย์เสื่อมโทรมลง
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการแก่ตัวตลอดจนเกิดโรคต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย

กล่าวโดยสรุป คือ CR กระตุ้นให้การเผาผลาญของร่างการชะลอตัวลง เป็นผลให้การเสื่อมสภาพของร่างกาย ชะลอตัวลงไปด้วยจึงทำให้อายุยืนขึ้น
และสุขภาพแข็งแรงขึ้นพร้อมกันไป ในทางตรงกันข้ามนักวิทยาศาสตร์สังเกตว่า ปัจจุบันเมื่อมนุษย์เรากินดีอยู่ดีมากขึ้น
ปัญหาโรคอ้วนจึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (พร้อมจะผสมพันธ์หรือเข้าสู่ puberty) รวดเร็วขึ้นกว่าสมัยก่อน

ประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งค้นคว้าเพื่อหาคำตอบ คือ ยีนตัวใดเป็นยีนที่เมื่อถูก resveratrol กระตุ้นให้ เปิด แล้วทำให้การแก่ตัวชะลอตัวลง
ซึ่งยีนดังกล่าวนี้นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า Silient information regulator (SIR) ดร.Guarente เชื่อว่ายีน SIR สร้างโปรตีนชนิดหนึ่งที่กระตุ้นกลไกชะลอความแก่
โดยในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น ดร.Guarente ได้ค้นพบยีนตัวหนึ่งที่เขาให้ชื่อว่า SIRT1 ซึ่งชะลอความแก่เมื่อร่างกายบริโภคแคลอรีในปริมาณที่ต่ำ
ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์บางคนอ้างว่าอาจมีสารของต้นไม้บางชนิดที่มีสรรพคุณคล้ายคลึงกับ resveratrol

แต่นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งทำการทดลองและพบว่า CR ทำให้การชะลอความแก่ลงจริง แต่ผลดังกล่าวนั้นมิได้เกิดจากยีน SIR แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ดร.Sinclair ก็ยังทำการค้นคว้าเกี่ยวกับ SIR ต่อไปเพราะเชื่อว่าจะเป็นกุญแจสำคัญ ในการชะลอความแก่
ทั้งนี้ได้มีเศรษฐี 2 คนให้ทุน ดร.Sinclair หลายล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำการทดลองให้ประสบผลสำเร็

จากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานของ Wall Street Journal ที่ผมกล่าวถึงข้างต้นอาจสรุปได้ว่า…

1. การอดอาหารเพื่อให้การบริโภคแคลอรีลดลงอย่างมาก (ต่ำกว่าปกติ 30%) น่าจะมีผลในการยืดอายุสัตว์และมนุษย์ได้ถึง 30-40%
แต่ผลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจาการทดลองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

2. อายุที่ยืนยาวขึ้นนั้นเป็นช่วงที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงพร้อมกันไปด้วยและจะปลอดจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตและโรคหัวใจ เป็นต้น
แต่การกระตุ้นให้แก่ตัวช้าลงก็จะลดกิจกรรมด้านเพศสัมพันธ์ลงไปด้วย (ซึ่งเพื่อนของผมคนหนึ่งถามว่าหากกินก็ไม่ได้ เพศสัมพันธ์ก็ไม่มีแล้วจะอยู่ต่อไปทำไม)

3. แนวทางของการค้นคว้านั้นขณะนี้พยายามเฟ้นหายีนกระตุ้นการชะลอความแก่ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการอดอาหาร
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ายีนดังกล่าวคือ SIR (และ SIRT1 ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม)
แต่สารที่กระตุ้นยีน SIR สารหนึ่งที่น่าสนใจคือ resveratrol ซึ่งมีอยู่ในไวน์แดงและเริ่มมีขายเป็นเมล็ดยา
แต่ดูเสมือนว่าจะต้องบริโภคสารดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงจะได้ผล แต่ยังมีความเสี่ยงเพราะไม่สามารถทราบได้ว่าสาร resveratrol นั้น
หากบริโภคในปริมาณที่สูงแล้วจะมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ไวน์แดงช่วยเพิ่มความอดทนได้

คนที่เป็นนักกีฬาและไม่ใช่นักกีฬาอาจต้องการ resveratrol สักแก้ว resveratrol เป็นสารส่วนประกอบในไวน์แดงที่นักวิจัยได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับมันในเรื่องความแข็งแรงทางกายภาพของหนูในการทดลอง และยังช่วยพวกมันในการยับยั้งโรคเบาหวานและโรคอ้วน หนูที่ได้รับสารนี้ในปริมาณที่สูงจะสามารถวิ่งบนลู่วิ่งได้ไกลเป็นสองเท่ากว่าหนูปกติ นักวิจัยชาวฝรั่งเศสรายงาน

พวกเขากล่าวว่า resveratrol อาจช่วยให้สัตว์พวกตระกูลแทะมีชีวิตยืนยาวขึ้น
Dr. Johan Auwerx ผู้นำการวิจัย จากสถาบัน Genetics and Molecular and Cellular Biology ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า
สาร resveratrol พบในเปลือกองุ่นแดงและแครนเบอรี่ ซึ่งมันจะไปกระตุ้น SIRT1 เอนไซม์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีอายุที่ยืนยาวขึ้น
ผลการทดลองนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวันที่ 16 พฤศจิกายน ของวารสาร Cell กล่าวถึงการศึกษาแสดงให้เห็นว่า resveratrol ช่วยฟื้นฟูสุขภาพและอายุที่ยืนยาวขึ้น ของหนูที่ได้รับอาหารที่มีแคลอรี่สูง

ขณะที่การศึกษาถูกจำกัดอยู่ที่หนู ทีมวิจัยชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าได้พบความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานในมนุษย์ที่ดูเหมือนจะมีผลต่อ resveratrol ใกล้เคียงกัน

Auwerx กล่าวว่า จากการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า resveratrol กระตุ้น SIRT1 ได้เป็นอย่างดี
และสามารถที่จะเข้าใกล้การรักษาโรคทั่วไปที่เกี่ยวกับระบบเมตาบอลิซึม เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน
การศึกษานี้ยังรวมถึงหนูอ้วนที่จำลองการเป็นโรคเบาหวานแบบชนิดที่ 2 ด้วย

ทีมของ Auwerx พบว่า resveratrol ไปกระตุ้นยีนของ SIRT1 ซึ่งจะไปเหนี่ยวนำการทำงานของไมโตคอนเดรีย (ที่สร้างพลังงานเล็กๆ ภายในเซลล์)
จากการกระตุ้นไมโตคอนเดรีย resveratrol จะทำให้เซลล์เผาผลาญพลังงานมากขึ้นกว่าปกติ

ทีมวิจัยอธิบายว่า จากการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้นจะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันและการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
การเพิ่มการทำงานของไมโตคอนเดรียยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับกระดูก (Skeleton Muscles)

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราเห็นถึงความอดทนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นในหนู ซึ่งวิ่งได้เพิ่มขึ้นระยะทางเป็นสองเท่า
Auwerx กล่าว เราแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นในเซลล์ที่เพาะเลี้ยงและในหนูเท่านั้น ที่สำคัญมากกว่านั้น
เป็นครั้งแรกในมนุษย์ที่เราพยายามเชื่อมยีน SIRT1 กับการใช้พลังงาน

Auwerx กล่าวว่า Resveratrol หรือสารที่ใกล้เคียงกับมันสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์ในการรักษาหลายโรคที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของไมโตคอนเดรีย
ในกรณีแรกเราสามารถนึกถึงการนำไปใช้ในการรักษาโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขากล่าวโรคหลายโรคที่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มการทำงานของไมโตคอนเดรียนี้
ส่วนมากก็จะเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำลายของเซลล์ประสาทในสมอง (neurodegenerative disorders) เช่น โรคพาคินสัน (Parkinson’s disease) และโรคฮันติงตัน (Huntington’s disease) เป็นต้น

(อ้างอิง : เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2550)

 

ZIHP News Nuskin LifeGen Technologies

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ อเมริกา แถลงการณ์ในการได้รับสิทธิครอบครองสถาบันพันธุวิศวกรรมไลฟ์เจน เทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ (LifeGen Technologies) ซึ่งไลฟ์เจนเป็นบริษัทที่ดำเนินงานและมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการวิจัยและค้นคว้าด้านรหัสพันธุกรรม หรือยีน  ตั้งอยู่ที่เมืองเมดิสัน มลรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอมเริกา
โดย นู สกิน ได้ใช้เงินลงทุน 11.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 351 ล้านบาท เพื่อให้ได้รับสิทธินี้ และการลงทุนในครั้งนี้ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของไลฟ์เจน
ไม่ว่าจะเป็นคลังเนื้อเยื่อ ฐานข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกของยีน สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยยีนส์เพื่อการต่อต้านความชรา จะถูกโอนเป็นกรรมสิทธิของ นู สกิน โดยทันที

นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังได้ลงนามในสัญญาร่วมกันกับ ดร. ริชาร์ด เวนดรอช และดร. โทมัส พรอลล่า ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไลฟ์เจน ในการค้นคว้าวิจัย
และพัฒนาผลงานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ รวมไปถึงการให้คำปรึกษา และข้อตกลงในการไม่ทำงานให้บริษัทที่เป็นคู่แข่งของ นู สกิน
โดยทั้งดร.ริชาร์ด และดร.โทมัส จะเป็นหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลการค้นคว้าวิจัยที่ฐานการวิจัยเมืองเมดิสัน
รวมทั้งจะดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านศาสตร์แห่งการต่อต้านความชราของ นู สกิน อีกด้วย

ดร.โจเซฟ แชง หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิในการครองครองสถาบันไลฟ์เจนอย่างสมบูรณ์
ซึ่งเราเชื่อว่าการได้รับสิทธิในครั้งนี้ เป็นการช่วยเสริมจุดยืนของ นู สกิน ในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการต่อต้านความชราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
โดย นู สกิน ได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของไลฟ์เจน ในผลงานวิจัย และการค้นพบ
ทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่เกี่ยวกับกลุ่มยีนที่เป็นต้นตอของความชรา ซึ่งใช้เวลาในการศึกษามากกว่า 30 ปี รวมทั้งขั้นตอน
และระเบียบวิธีการในการชี้เฉพาะกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมชรา โดยตลาดต่อต้านความชราทั่วโลกถูกจับตามองว่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“การที่เราได้กรรมสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันไลฟ์เจน ผนวกกับความเชี่ยวชาญของทีมนักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน
ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรม
เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถคงความอ่อนเยาว์ตราบนานเท่านาน” ดร.โจเซฟ แชง กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นู สกิน เริ่มร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กับสถาบันไลฟ์เจนตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งการวิจัยเกี่ยวกับยีนของไลฟ์เจน
ได้นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดอย่างเอจล็อคอาร์สแควร์

“เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นู สกิน  ซึ่งเราได้มีการค้นคว้าและทำความเข้าใจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแสดงออกของกลุ่มยีน และสารอาหารจากธรรมชาติ ในการช่วยต่อต้านความเสื่อมชรา”และดร.ริชาร์ด เวนดรอช กล่าว

ดร. โทมัส พรอลล่า กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการทำงานร่วมกันระหว่างไลฟ์เจนและ นู  สกิน
จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก”

ดร.โจเซฟ แชง กล่าวปิดท้ายว่า “เราได้นำข้อมูลการวิจัยของสถาบันไลฟ์เจน มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคเทคโนโลยี (ageLOC)
ที่จะเปิดตัวในปี 2013 โดยเราได้ค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก และการมีอายุที่ยืนยาว
ซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาความเสื่อมชราได้โดยเฉพาะ และจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น
เรามีความมั่นใจว่าการผนึกกำลังระหว่างสถาบันไลฟ์เจน และ นู สกิน ในครั้งนี้ จะทำให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่สุด
แห่งนวัตกรรมในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราได้ในอีกไปกี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”

ปัจจุบันเรามีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา ได้แก่

IN-SIDE OUT

– ageLOC® Y-span
– ageLOC® R2
– ageLOC® TR90

OUT-SIDE N
– ageLOC® Me
– ageLOC®  Galvanic Spa
– ageLOC® Transformation
– ageLOC® Tru Face® Essence Ultra

Forber THAILAND, Nov 2015
Forber THAILAND, Nov 2015

SOURCE:
//journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0002264
(Published: June 4, 2008DOI: 10.1371/journal.pone.0002264)
//www.xconomy.com/boston/2015/03/04/top-3-personal-health-tips-from-the-founders-of-elysium/
//www.technologyreview.com/news/534636/the-anti-aging-pill/
//hms.harvard.edu/news/genetics/new-reversible-cause-aging-12-19-13

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *