6 สาเหตุที่บอกว่า “ร่างกายเราอยู่ดีๆ ทำไมมันจึงเสื่อม?”

ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายเราหนีกฎธรรมชาติไม่พ้นครับ อย่างไรเสีย ก็ต้องเจ็บต้องป่วย และต้องตายกันทุกคนแต่ทราบหรือไม่ครับว่า จริงๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยร่างกายมนุษย์อย่างละเอียดแล้วพบว่าเซลล์ของมนุษย์นั้น สามารถมีอายุ สามารถแบ่งตัวหรือซ่อมสร้างเซลล์ที่เสื่อมทดแทนใหม่ได้ โดยเฉลี่ยแล้วคือ 120 ปี! ใช่แล้วครับ ไม่ได้อ่านผิดครับ 120 ปี และนี่คือค่าเฉลี่ยนะครับ หมายความว่า มีคนอีกไม่น้อยที่จะมีอายุมากว่า 120 ปี และมีอีกมากที่มีอายุเกือบ 120 ปี ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแล้ว เหตุไฉน ทำไมปัจจุบันคนเราถึงมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ 70-80 ปี คนมีอายุเกิน 100 ปี ถึงกับต้องบันทึกในกินเนสบุกส์ กันเลยทีเดียว แล้วอายุที่หายไป 40 -50 ปี มันหายไปไหน?

แล้วร่างกายเราอยู่ดีๆ ทำไมมันจึงเสื่อม?

หรือทำไมเราจึงแก่ คงต้องอธิบายกันอย่างละเอียดมากมาย แต่เอาแบบเข้าใจง่าย คือร่างกายของเราประกอบไปด้วยเซลล์เป็นล้านล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์ประกอบรวมกันขึ้นเป็นเนื้อเยื่อ แต่ละเนื้อเยื่อรวมกันเป็นอวัยวะ เพื่อทำหน้าที่จำเพาะของแต่ละอัน และต้องทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างแยกกันไม่ได้ การที่อวัยวะเสื่อม ก็คงต้องเริ่มมาจากเซลล์ที่เสื่อมก่อน พอเซลล์เสื่อมมากขึ้นๆ รวมๆ กัน ก็เป็นผลทำให้อวัยวะต่างๆ บกพร่องตามมา เซลล์ของเรามีวงจรชีวิต มีการสลายและสร้างใหม่ทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ส่วนที่ดูเหมือนไม่มีชีวิต เช่น กระดูก การซ่อมแซมหรือสร้างเซลล์ของเราใหม่ต้องมีการสร้างโปรตีนขึ้นมาโดยได้แบบพิมพ์เขียวมาจากรหัสพันธุกรรมที่อยู่ในนิวเคลียส หรือที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ (DNA) แต่ทุกครั้งที่มีการสร้างสายโปรตีนใหม่เกิดขึ้น สาย DNA ของเราที่อยู่ในนิวเคลียส ก็จะสั้นลงทุกทีๆ จนในที่สุด ก็ไม่สามารถเป็นแม่แบบใช้งานได้อีกต่อไป ถ้าจะเปรียบก็คล้ายๆตรายางประทับพอใช้มานานๆ ตรายางก็สึก เมื่อเอามาประทับรอยประทับก็จาง บิดเบี้ยว ไม่สมบูรณ์ ส่วนในเซลล์ พอโปรตีนที่เราต้องการไม่สมบูรณ์หรือผลิตได้ไม่เพียงพอ เซลล์เราก็เสื่อมเราจึงแก่ เราจึงป่วย และสุดท้ายเราก็ตายหรือถ้า DNA เรากลายพันธุ์ เป็นแม่แบบของโปรตีนที่ผิดปกติ ก็กลายเป็นมะเร็งตามมา แล้วปัจจัยใดกันเล่าที่ทำให้เซลล์ของเราเสื่อมก่อนเวลาอันควร ทำให้อายุของเราแทนที่จะเฉลี่ยที่ 120 ปี กลับเหลือเพียง 80 ปี ปัจจัยเหล่านั้นได้แก่

6 สาเหตุที่บอกว่า "ร่างกายเราอยู่ดีๆ ทำไมมันจึงเสื่อม?"
6 สาเหตุที่บอกว่า “ร่างกายเราอยู่ดีๆ ทำไมมันจึงเสื่อม?”

1. กรรมพันธุ์ คือรหัสพันธุกรรมที่ได้รับมาจากพ่อแม่ ถูกกำหนดมาแล้วว่าเราจะมีอายุได้ยืนนานเพียงใด เรามีโอกาสป่วยจากโรคอะไรได้บ้าง หรือเราจะตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร แต่ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบต่อโรคเสื่อมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือประมาณร้อยละ 20-30 ที่เหลือเกิดจากปัจจัยอื่นๆที่เข้ามาภายหลัง

2. สารอนุมูลอิสระ คือ สารที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์ซึ่งเป็นของเสียจากการเผาผลาญปกติของร่างกาย แต่ตัวมันเองมีโทษมากมายมหาศาล ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ จนอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์เสื่อม อายุสั้นลงหรือเจ็บป่วยทำให้เกิดการอักเสบของส่วนต่างๆของร่างกาย ฯลฯ สารอนุมูลอิสระอาจจะได้รับเข้าไปจากภายนอกเช่น มลพิษในอากาศ หรือน้ำรวมทั้งอาหารที่เรารับประทานด้วย เช่น ของทอด ของปิ้งย่าง ของหมักดอง อาหารสำเร็จรูป นอกจากนั้นการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา ก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกด้วย

3. การบริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้งและเนื้อสัตว์ เมื่อเราบริโภคแป้งร่างกายจะย่อยโดยจะเหลือเป็นน้ำตาลเพื่อส่งไปที่เซลล์เพื่อผลิตพลังงาน ปกติคนเราต้องการพลังงานเพียง 1,500-2,000 กิโลแคลลอรีก็เพียงพอต่อการทำงานแล้ว แต่ปัจจุบันคนเรานิยมบริโภคอาหารจำพวกที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลเข้าไปมากเกินจำเป็น ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงอยู่ตลอดเวลา แต่ร่างกายก็พยายามจัดการตัวเองโดย สั่งให้ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อสั่งงานเซลล์ให้เก็บน้ำตาลเข้าเซลล์ แต่ปรากฏว่า อินซูลินนั้น มีทั้งคุณและโทษ ถ้าออกมามากเกินไปส่งผลทำร่างกายทรุดโทรม แก่เร็ว นานวันเข้า เซลล์ของร่างกายก็เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) จนกลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด พอเป็นเบาหวานก็อย่างที่ทราบกัน หลอดเลือดก็อุดตันง่ายอวัยวะก็เสื่อม เช่น สมอง ระบบประสาท หัวใจ ไต และตา เป็นต้น ส่วนเนื้อสัตว์หรืออาหารจำพวกโปรตีนนั้น ผู้ใหญ่ต้องการเพียง 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเท่านั้น (โดยเฉลี่ย 50-80 กรัม/วัน ไม่ถึงขีดเลยครับ) รับประทานมากไป ของเสียจำพวกยูเรีย ก็มากไตต้องทำงานหนัก ได้ไขมันจากสัตว์ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี ทำให้ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงเส้นเลือดอุดตันมากขึ้น แถมยังได้รับของแถมพวกสารเร่งเนื้อ, ฮอร์โมน, ยาปฏิชีวนะ และเชื้อโรคจากสัตว์ใหญ่ เช่นเนื้อหมู เนื้อวัว เข้าสู่ร่างกายอีกด้วย

4. สารเคมี โลหะหนัก ที่เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจากการรับประทาน การสูดดม จากอาหารอากาศ และอื่นๆ แล้วสะสมในร่างกายโดยเฉพาะในเซลล์ ในช่วงแรกปริมาณไม่มากเราก็อาจจะยังไม่เกิดอาการอะไร แต่พอนานวันเข้า สารเคมีเหล่านี้ มากขึ้นจนก่อให้เกิดพิษแบบเรื้อรัง เช่น ขัดขวางการทำงานของอวัยวะ เป็นสารก่อมะเร็งทำให้อวัยวะเสื่อม ฯลฯ ปัจจุบันเราปฏิเสธความจริงกันไม่ได้ครับ ว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่มีแต่สารเคมี อยู่รายล้อมรอบตัว ผักผลไม้ก็ใช้ยาฆ่าแมลง ใช้สารเร่ง ปุ๋ยก็มีโลหะหนัก ก่อนเก็บมาขายก็พ่นยา, อาหารทะเลมีโลหะหนักปริมาณสูง, น้ำดื่มที่ปนเปื้อนโลหะหนัก, หม้อก๋วยเตี๋ยวรุ่นเก่าๆ มีตะกั่ว รวมทั้งวัสดุอุดฟันจำพวกอะมัลกัม ก็มีปรอทเป็นส่วนผสมอยู่เช่นเดียวกัน

5. เชื้อโรค คือสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาโจมตีร่างกายเราจากภายนอก แล้วอาจจะก่อโรคหรือมีอาการป่วย เช่น ไวรัสตับอักเสบบี หรือการติดเชื้อแอบแฝง คือไม่ก่ออาการให้เห็นชัดเจน เชื้อโรคในที่นี้หมายรวมถึง แบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา, อะมีบา, โปรโตซัว และพยาธิเชื้อเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียระยะยาว อาจทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานเสื่อม หรือไวเกินหรืออาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ กลายเป็นมะเร็งได้ในอนาคต

6. ความเครียด ทำให้ร่างกายทรุดโทรมแก่เร็ว เจ็บป่วยบ่อย จากการที่ร่างการมีภาวะเครียดจะมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียดอยู่ตลอดปริมาณสูง ภูมิต้านทานจึงต่ำลง ความสมดุลของฮอร์โมนอื่นๆ ก็พลอยมีปัญหาตามมา ดังนั้น ถึงแม้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงของการเจ็บป่วยโรคเรื้อรังมีมากมาย แต่ที่โชคดีคือร้อยละ 70-80 เป็นปัจจัยที่สามารถป้องกันได้ ทั้งเรื่องของการรับประทาน การขับถ่ายการออกกำลังกาย การดำเนินชีวิต ให้สมดุลและใกล้เคียงธรรมชาติให้มากที่สุด เราก็จะห่างไกลจากความเจ็บป่วยและอายุเราอาจจะยืนยาวมากขึ้น แบบที่สุขภาพยังแข็งแรงไม่ใช่มีแต่ลมหายใจ แต่ป่วยออดๆ แอดๆ ทานยาเป็นกำๆ คุณภาพชีวิตก็ไม่ดีเท่าที่ควร หรือนอนเป็นผักอยู่บนเตียง เราจึงควรหันมาดูแลสุขภาพร่างกายกันเสียแต่เนิ่นๆ ให้เวลาสำรวจร่างกายและจิตใจเรามากขึ้น ฟังเสียงเตือนต่างๆ ของร่างกายและไม่ละเลยคำเตือนเหล่านั้น มุ่งรักษาด้วยวิถีทางธรรมชาติ ซึ่งปลอดภัยกว่ายาแผนปัจจุบันอย่างมาก ฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงสิ่งใดไม่ดี เช่น เชื้อโรค หรือสารพิษ โลหะหนัก ควรหาทางกำจัดออกจากร่างกาย จำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวันเหลือเพียงร้อยละ 60 หรือตัดอาหารออกไป 1 มื้อ ก็จะทำให้ชีวิตเรายืนยาวอย่างมีสุขภาพที่ดีกันได้แล้วครับ

ขอบพระคุณบทความโดย นพ.กิตติ์ เชื้อเพชระโสภณ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *